MENU

Fun & Interesting

ป่าหลอน.ผีซ่อนจิต

Video Not Working? Fix It Now

ปี พ.ศ. 2418
ณ. หมู่บ้านคำลู้
ซึ่งตั้งอยู่ตรงชายขอบของภาคเหนือ
เป็นหมู่บ้านสุดท้ายก่อนจะข้ามไปยังชายแดนพม่า

หมู่บ้านเล็กๆ
แห่งนี้ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นพรานและออกหาของป่า
พวกเขายกย่องผู้ที่มีฝีมือด้านการล่า
และเอาตัวรอดในป่าอย่างมาก
และภายในหมู่บ้านนี้เองก็มี“พรานวีระ”
กับ“พรานประวิง”

สองหนุ่มฝีมือฉกาจที่แข่งกันในทุกเรื่อง


พรานวีระ:
รูปร่างสูงใหญ่ ผิวสองสี
ผมยาวประบ่า
มักมัดรวบไว้อย่างลวกๆ
เพื่อความสะดวกในการล่าสัตว์

ดวงตาเข้มขรึม
แฝงความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง
ได้เรียนรู้วิชาการเดินป่า
และการสะกดรอยมาจากพรานเทพ
ผู้เป็นปู่ที่ได้ชื่อว่าเป็นพรานมือหนึ่งของแถบนี้

นิสัยสุขุม
แต่เมื่อไรก็ตามที่เป็นเรื่องศักดิ์ศรี
หรือการประลองกับ“ประวิง”เขาก็มักจะดื้อรั้น
โผงผาง แข่งขันเอาเป็นเอาตาย




พรานประวิง:
ชายหนุ่มผิวคล้ำเล็กน้อย
รูปร่างสูงโปร่ง
สังเกตเห็นมัดกล้ามเนื้อได้ชัดเจน
มีรอยแผลเป็นจางๆตรงโหนกแก้มซ้าย
ซึ่งเกิดจากการฝึกยิงนกยิงกิ้งก่าตั้งแต่เด็ก

เคยเดินทางไปฝึกวิชาล่าสมิง
กับพรานชาวพม่าตั้งแต่อายุ15ปี

ทำให้มีประสบการณ์และ“วิชาอาคม”ติดตัวมาไม่น้อย
นิสัยใจร้อน ชอบเอาชนะ

พูดจาโผงผางและดูแข็งกระด้าง

แต่ลึกๆมีความเป็นผู้นำและมั่นใจในฝีมือตัวเองสูง
วัยเด็กของทั้งสองสนิทกัน
แต่ก็ชอบท้าทายแข่งกันไม่หยุด

ทั้งแข่งยิงหนังสติ๊กแย่งซากกิ้งก่า
หรือแม้แต่แข่งว่าตัวใครจะสามารถล่าสัตว์ในป่าได้เยอะกว่ากัน
จนแม้พวกเขาโตขึ้นก็ยังแข่งขันกันในใจลึกๆตลอดมา

บรรยากาศปลายฝนต้นหนาว
วันนั้นมีฝนตกลงมาเป็นละอองบางๆ
แต่ต่อเนื่องจากฟ้าที่มืดคล้ำ
อากาศโดยรอบเย็นลงอย่างรวดเร็ว
ผืนดินของหมู่บ้านแฉะไปด้วยน้ำขังขนาดเล็ก
ทั่วบริเวณอบอวลด้วยกลิ่นดินชื้นและหญ้าสดที่เพิ่งโดนฝนซัด

เช้าตรู่วันหนึ่งเกิดเหตุวัว2ตัว
และควาย2ตัวของชาวบ้านถูกพายุฝนผสมเสียงฟ้าผ่ากระหน่ำ

ทำให้มันวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าลึก

ชาวบ้าน6คนจึงยืนปรึกษากันอยู่ตรงริมชายป่าหลังหมู่บ้าน

สีหน้าทุกคนเคร่งเครียด
เพราะกังวลว่าหากปล่อยให้สัตว์เหล่านั้น
อยู่ในป่าคืนสองคืน
อาจตกเป็นเหยื่อสัตว์ร้ายได้

ยิ่งไปกว่านั้น

พรานเทพ
ซึ่งเป็นคนชำนาญทางที่สุด
กลับนอนป่วยเป็นไข้ป่า“ไปไม่ไหว”
การขาดพรานเทพ
เปรียบเหมือนการขาดเสาหลักในการค้นหา

“เอายังไงดีวะ
ใครจะเข้าไปตามควายออกมาล่ะ”

ชายคนหนึ่งพูดด้วยเสียงแผ่วเบา
เหลือบมองไปทางบ้านของพรานเทพด้วยความหวัง
แต่ก็ต้องส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง

“เดี๋ยวข้าไปตามให้เอง”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียบๆ
ชวนให้ทุกคนหันขวับไปมอง
เจ้าของเสียงคือ พรานวีระ
เขาก้าวออกมาจากมุมบ้าน
ซ่อนดวงตาที่เป็นกังวลไว้ในแววตาเยือกเย็น
มือยังถือปืนยาวเก่าๆพาดไหล่

“ถึงข้าจะเด็กกว่า

พ่อพรานเทพปู่ข้า

แต่ทุกคนก็เห็นฝีมือข้ามาเยอะแล้วไม่ใช่รึ”

คำพูดของวีระทำให้ชาวบ้านต่างพยักหน้า
บางคนอยากจะเอ่ยขอร้องหรือถามไถ่อะไรเพิ่ม

แต่ยังไม่ทันได้พูด
ก็มีเสียงอีกคนหนึ่งขัดขึ้นจากทางด้านชายป่า

“มัวแต่คุยอยู่นี่
เดี๋ยวมันก็เตลิดเข้าไปลึกจะตามยาก
กลายเป็นเหยื่อเสือเหยื่อหมูป่าพอดี”

สีหน้าของชาวบ้านหลายคนดูโล่งใจขึ้นมากทีเดียว
เมื่อเห็นชายร่างสูงโปร่ง ผิวเข้ม
ผมตัดสั้นเผยลำคอกล้ามเนื้อชัดเจน

เขาเรียกกันว่า“พรานประวิง”

ประวิง
มองทุกคนด้วยดวงตาคม
เหมือนจะบอกให้รู้ว่าเขาพร้อมที่เข้าไปในป่าเดี๋ยวนี้
แต่พอวีระเห็นแววตาของคนอื่นที่ดีใจต่อการมาถึงของประวิง

ก็เกิดอาการไม่พอใจแปลกๆขึ้นในใจ
มันเป็นความรู้สึกที่ซุกซ่อนมานาน
วีระอยากให้ทุกคนยอมรับฝีมือเขา
แต่ดูเหมือนทุกครั้งที่มีประวิงอยู่
คนในหมู่บ้านก็มักจะเชื่อมือประวิงมากกว่า


“งั้นไปกัน”
วีระพูดสั้นๆน้ำเสียงห้วนขึ้น
เมื่อรับรู้ได้ว่าชาวบ้านเอนเอียงไปทางประวิง

ชาวบ้านส่งเสบียงน้ำดื่มและกำชับให้ระวังตัว
ก่อนจะมองตามหลังสองพรานหนุ่ม
ที่เดินมุ่งเข้าสู่ป่าด้านหลังหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว
จังหวะนั้น ฝนก็ยังคงโปรยปรายลงมาเป็นสายเล็กๆ

ทำให้เส้นทางลื่นและชื้นแฉะได้ง่าย
กลิ่นไอดินปนใบไม้ชื้นโชยเข้าเต็มจมูก

ทั้งวีระและประวิง
ยังเดินเคียงกัน
แต่รักษาระยะห่างเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ

พวกเขาจับตามองร่องรอยเท้าของวัว
และควายที่พอจะหลงเหลืออยู่ตามพื้นดิน
และบางรอยเลือนรางอยู่ตามโคนต้นไม้

“เห็นรอยมั้ยประวิง
มันวิ่งเลยเข้าไปลึกกว่าที่คิด”

วีระเอ่ยขึ้นพลางใช้ปลายปืนชี้ไปที่รอยเท้าขนาดใหญ่

“อืม
รอยมันยังไม่เก่าเท่าไหร่
ถ้าเราตามดีๆก็น่าจะเจอทันก่อนค่ำ”
ประวิงตอบเสียงราบเรียบ


ในใจลึกๆแล้วทั้งสองก็ต่างคิดว่า

“ใครจะหาเจอก่อนกัน”

มันเป็นความรู้สึกคล้ายท้าทายที่คุกรุ่นอยู่ตลอด
เพราะหากอีกฝ่ายเจอก่อน
ก็เท่ากับเหนือกว่า

บรรยากาศในป่าเช้าวันนั้นค่อนข้างอึมครึม
ต้นไม้ใหญ่และพุ่มไม้ทึบกักเก็บความชื้นเอาไว้เป็นหย่อมๆ
เมื่อยิ่งลึกเข้าไปแสงแดดก็เริ่มน้อยลงทุกที
บางครั้งเสียงฟ้าร้องเบาๆ

ก็ดังเป็นระยะ
ชวนให้รู้สึกเหมือนมีภัยซ่อนอยู่ในความมืดของพงไพร

ไม่นาน
เสียงนกป่าลึกกรีดร้องขึ้นแผ่วๆ
จากยอดไม้ด้านบน
ฝูงนกบางตัวกระพือปีกแตกฮือคล้ายตกใจในบางสิ่ง
บางคราวได้กลิ่นสาบสัตว์ป่าลอยมาจางๆ

วีระ กับ ประวิง
ยิ่งเร่งฝีเท้าแกะรอยเท้าโคลนของวัวและควาย
เพราะเกรงว่าหากทิ้งไว้จนค่ำ
สัตว์ใหญ่จะยิ่งแตกกระเจิง
หรืออาจถูกเสือหรือสัตว์ร้ายฆ่าได้
จากสายตาของพรานทั้งสองก็เห็นรอยโคลนทั้งหลาย
วนเข้าไปในป่าโปร่งด้านหน้า

“ดูจากฝนที่ตกเมื่อเช้า…”
วีระหยุดพูดกะทันหัน
รู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองจากพุ่มไม้

“เป็นอะไรวีระ”

ประวิงถามต่ำๆไม่ดังนัก

ฝีเท้ายืนนิ่ง
มือกำปืนเตรียมพร้อม

วีระเพียงส่ายหัว
หันกลับไปอีกทางแล้วพูดสั้นๆ

Comment